วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2560

ทำไมต้อง Forex

ทำไมต้อง Forex

            เป็นตลาดแลกเปลี่ยนซื้อขายเงินตราต่างประเทศที่ขนาดราวกับมหาสมุทรเลยก็ว่าได้ มูลค่าการซื้อขายกว่าเฉลี่ยกว่า 4 ล้านๆ ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน (ย้ำนะครับ ต่อวัน) ซึ่งมากกว่าตลาดพันธบัตร ตลาดหุ้น และอื่นๆ จำนวนผู้เล่นที่มากที่สุด มูลค่าที่มากที่สุด สิ่งเหล่านี้เป็นตัวการันตีว่า Forex นั้นเป็นตลาดที่น่าเทรดมากที่สุดเช่นเดียวกัน

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมจะเทรดต้องเป็น Forex
  1. ตลาดเปิดให้ซื้อขาย 24 ชั่วโมง ตลอด 5 วันทำการ หยุดเพียงเสาร์อาทิตย์
  2. มีสกุลเงินให้เลือกเทรดได้หลากหลาย
  3. สามารถทำได้ทั้ง Long และ Short
  4. ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายต่ำ
  5. โปรแกรมการเทรดหลากหลาย และสะดวกสบายอย่างมาก
  6. สภาพคล่องสูงมาก
  7. สามารถเข้าถึงได้ง่าย
  8. ไม่จำกัดเรื่องเงินลงทุนขั้นต่ำ
  9. มี Leverage
  10. มีพอร์ต Demo ให้ฝึกทักษะ
  11. ไม่มีเจ้ามือ

            ยังมีเหตุผลต่างๆอีกมากมาย ที่ทำไมถึงต้อง Forex … แต่อยากจะฝากให้เทรดเดอร์ที่สนใจมาเทรดในตลาดแห่งนี้ว่า อย่าเข้ามาด้วยความโลภ มีหลายคนที่นำเงินมาสูญเสียให้กับตลาดแห่งนี้มากมาย เพราะเขาเหล่านี้รีบร้อน อยากรวยเร็วๆ ซึ่งต้องระวังนะครับ ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆหรอกครับ การที่จะเข้ามาสร้างกำไรจากตลาดแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง ต้องอาศัยการศึกษาอย่างมาก การฝึกฝนอย่างนัก และวินัยที่ทำ 2 สิ่งนี้อย่างต่อเนื่อง ฝากไว้นะครับ


ทีมงาน : forexinvestingthai.com

Trading Mentor

Trading Mentor

            เทรดเดอร์ส่วนมากที่ประสบความสำเร็จก็มาจากการมี Mentor ในการควบคุมดูแลที่ดี ให้ความรู้ และให้คำปรึกษาในการเทรดที่เหมาะสม จนนำพารู้ไปสู่ความสำเร็จ และมีหลายคนที่เจอ Mentor ที่แย่ หรือ Mentor จอมปลอมที่โม้เป็นอย่างเดียว แต่เทรดไม่เป็น ก็จะทำให้เราไปไม่ถึงฝั่งฝันที่ตั้งใจ ดังนั้นเทรดเดอร์ที่จะหา Mentor นั้นควรจะพิจารณาว่าเขาเหล่านั้น “ของจริง” หรือเปล่า และยิ่งสังคมปัจจุบันที่สามารถเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้ง่าย ทั้งใน Facebook, Twister หรือตามเว็บบอร์ดต่างๆ มีกูรูหลายท่านที่ให้เทรดเดอร์เลือกติดตาม … เรามีวิธีการกรองกูรูเหล่านั้นโดย

  1. เชื่อถือได้
            ง่ายๆเลยคือ คนที่เทรดประสบความสำเร็จนั้น ไม่ใช่เขาเหล่านั้นโชว์รถ โชว์บ้าน โชว์เงิน … เทรดเดอร์จริงๆ ควรโชว์ Track record ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นตัวการันตีว่าเงินที่ได้นั้นมาจากการเทรดจริงๆ และ Track record ที่ว่านี้ก็ควรมีระยะเวลาอย่างน้อยสัก 3 ปีเพื่อยืนยันว่าไม่ได้ฟลุ๊ค

  1. สร้างแรงบันดาลใจ
            อาชีพการเทรดก็ไม่ต่างอะไรกับอาชีพอื่นที่ต้องอาศัยความตั้งใจ ความพยายามอย่างหนัก เพื่อที่จะไปถึงจุดที่เรียกกันว่าประสบความสำเร็จ การที่จะไปถึงตรงนั้นลำพังจะอาศัยแรงกายอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ต้องมีแรงใจที่จะคอยนำพาเราไป และ Mentor ที่ดีก็ควรสร้างแรงบันดาลใจให้กับเราได้ เพื่อที่จะมีแรงใจในการไปต่อ

  1. ซื่อสัตย์
            ถ้ามี Mentor คนไหนบอกว่า ถ้าคุณมาเทรด Forex คุณจะประสบความสำเร็จ 100% หรือมาบอกคุณว่าการเทรด Forex มันง่ายมาก … ให้ระวังคำพูดเหล่านี้ไว้เลย เพราะไม่มีอะไร 100% และไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ โดยเฉพาะในโลก Forex

  1. สร้างให้เดินได้ด้วยตัวเอง
            ท้ายสุดแล้วเราต้องมีไอเดียมีสไตล์การเทรดเป็นของตัวเอง ต่อให้เราสนิทกับ Mentor ของเราแค่ไหน เราสามารถปรึกษากับเขาได้ทุกเมื่อ แต่สุดท้ายแล้วเทรดเดอร์ทุกคนควรจะเทรดได้ด้วยตัวเอง สุดท้ายวันนึงเขาจากเราไป ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม … Mentor ที่ดีควรจะสอนให้เทรดเดอร์ว่ายน้ำเป็น ไม่ใช่คอยป้อนน้ำป้อนข้าวให้เราตลอดเวลา

            โดยการมี Mentor นั้นก็เป็นแค่ส่วนนึงในการเรียนรู้การเทรด ยังมีสิ่งต่างๆอีกมากมายที่เทรดเดอร์สามารถพัฒนาความรู้ได้ ทั้งการอ่านหนังสือ, อบรม, และประสบการณ์จากตลาด ที่จะเป็นตัวพัฒนาทักษะในการเทรดให้เราดียิ่งขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับตัวเรานั้นว่าเราตั้งใจมันมากพอหรือเปล่า


ทีมงาน : forexinvestingthai.com

The Forex Majors

The Forex Majors  


          คู่สกุลที่มีเลือกให้เทรดหลากหลายในตลาด Forex ทำให้มือใหม่หลายคนอาจจะงงๆ ว่าเราควรเทรดสกุลไหนดี ในบทความนี้จึงอยากนำเสนอสกุลเงินหลัก ให้เทรดเดอร์ตั้งเป็น Watch list ไว้ เผื่อวันไหนไม่รู้จะเทรดอะไร ก็ให้มาเทรดคู่สกุลเงินหลักเหล่านี้


            ทำไมถึงคู่สกุลเงินเหล่านี้เป็นคู่สกุลเงินหลัก ก็เพราะว่า เป็นสกุลเงินหลักที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่เทรดกัน มีการเคลื่อนไหวจากแรงซื้อขายอยู่ตลอดเวลา สามารถสร้างจังหวะในการเทรดให้กับเราได้

โดยสกุลเงินหลักนั้นประกอบด้วย
Euro (EUR), US Dollar (USD), Japanese Yen (JPY), Great British Pound (GBP), Australian Dollar (AUD), และ Swiss Franc (CHF)


            ตัวอย่างกราฟ USD/JPY เป็นสกุลเงินที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่เทรดกัน เดี๋ยวมาลองเปรียบเทียบกับคู่สกุลเงินที่ไม่ควรเทรด


            เห็นความแตกต่างไหมครับ นี่เป็นกราฟของ CHF/CUC (CHG = Swiss Franc ส่วน CUC = Peso หรือค่าเงินเปโซที่ใช้กันในพวกประเทศ อาร์เจนตินา , ชิลี , เม็กซิโก , คิวบา , โคลัมเบีย เป็นต้น ซึ่งสกุลเงินเปโซนั้นไม่ใช่สกุลเงินหลักที่เทรดกันในตลาด Forex จึงทำให้กราฟที่ออกมาหน้าตาเป็นอย่างที่เห็นในข้างต้น ซึ่งกราฟอย่างนี้ก็ไม่เหมาะสมที่จะเข้าไปเทรด

            จึงอยากแนะนำให้มือใหม่ถ้านึกไม่ออกว่าจะเทรดค่าเงินอะไร ให้ไปดูพวกสกุลเงินหลักๆไว้ก่อน เพราะสกุลเงินเหล่านั้นจะเป็นที่นิยมเทรดกันอยู่แล้ว

ทีมงาน : forexinvestingthai.com

Re-entry strategy

Re-entry strategy


            เป็น Set up ซ้อน Set up อีกทีนึง เข้าใจง่าย แต่มีประสิทธิภาพ โดย Re-entry strategy จะเป็นการเข้าเทรดหลังจาก Set up อะไรก็ได้ที่เราใช้ และเกิด Fail แล้วฟอร์มตัว Set up อีกครั้ง … พูดง่ายๆ คือ เข้ารอบที่ 2 แทนที่จะเข้ารอบแรก

            ซึ่งการ Re-entry หรือเข้าเทรดรอบที่ 2 นั้นจะทำให้โอกาสการชนะมีเพิ่มขึ้นกว่าการเข้าเทรดรอบแรก


ตัวอย่าง Re-entry strategy ของ Set up Pin bar
  1. แท่งเทียนเกิด Bearish pinbar เกิดขึ้น เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะรอ Short หลังจากที่แท่งเทียนถัดมาลงต่ำกว่า Low ของแท่งที่เกิด Bearish pinbar โดยส่วนมากใช้คำสั่ง Sell stop
  2. และเมื่อได้ของ จะตั้ง Stop loss ที่บริเวณ High ของแท่งที่เกิด Bearish pinbar และส่วนใหญ่มักถูกลากไปกิน Stop ก่อนที่จะถึงเป้าหมายการทำกำไร
  3. เกิด Set up ดังกล่าวอีกครั้ง และครั้งนี้เป็นการลงจริง

เทรดเดอร์ส่วนมากพอเทรดตาม Set up แล้วดันเกิด Fail จะงงกับการเทรดนั้น พอ Set up เกิดขึ้นใหม่ก็จะไม่กล้าเข้าเทรด แต่พอช่วงที่ไม่ได้เข้าเทรดนั้นดันไม่ Fail ซึ่งเป็นเหตุการณ์ปกติของเทรดเดอร์ที่ต้องเจอ ถ้าเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพเขาจะเข้าเทรดเพื่อทำตามวินัย แต่หากไม่อยากเจอเหตุการณ์เช่นนี้ การใช้กลยุทธ์ Re-entry ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ดีทีเดียว

กลยุทธ์ Re-entry ประกอบด้วย
  1. Set up การเทรดที่ใช้
  2. ไม่เทรดตาม Set up นั้น
  3. รอจังหวะที่ Set up นั้นถูก stop
  4. ค่อยเข้าเทรดหลังจากที่ราคากลับมาสร้าง Set up อีกครั้ง


ตัวอย่างเงื่อนไขการเข้าเทรดกลยุทธ์ Re-entry
Set up การเทรดที่ใช้ : Pin Bar
กรณีฝั่ง Long (ฝั่ง Short ตรงกันข้าม)
  1. รอจังหวะที่แท่งเทียนเกิด Bullish pin bar
  2. แท่งถัดมาทำ High สูงกว่า Pin bar (Set up ปกติจะเข้าเทรดตรงนี้)
  3. ราคากลับมาทำ Low ต่ำกว่า Pin bar (Set up ปกติจะโดน Stop ตรงนี้)
  4. รอราคาทำ Bullish pin bar อีกครั้ง
  5. ตั้ง Buy order รอเข้าเทรดเมื่อราคาทะลุ High ของ Pin bar ใหม่
ตามตัวอย่างที่กล่าวไว้ช่วงต้น


            ข้อดีของกลยุทธ์นี้เหมาะมากๆ สำหรับคนที่มี Set up การเทรดที่เข้าออกบ่อยๆ (Overtrade) การใช้กลยุทธ์ Re-entry จะมาช่วยลดปริมาณการเทรดลงได้ค่อนข้างเยอะ และกรองเฉพาะการเทรดที่มีประสิทธิภาพ ทำให้โอกาสการชนะเพิ่มสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ดี วิธีนี้อาจไม่เหมาะกับ Set up ที่นานๆ เกิดครั้ง เพาะถ้านำมาใช้กลับ Set up ที่นานๆ เกิดครั้ง อาจทำให้เราแทบไม่ได้เทรดเลย อันนี้เทรดเดอร์ก็ควรพิจารณาตามความเหมาะสมด้วยเช่นเดียวกัน

ทีมงาน : forexinvestingthai.com

" Bandwagon effect " ... แห่ตามกระแส

" Bandwagon effect " ... แห่ตามกระแส




ปรากฏการณ์ที่มนุษย์แห่ทำตามกัน , เชื่อตามกัน , ซื้อของตามกัน เพื่อให้อยู่ในกระแสนิยมใน ณ ตอนนั้น โดยไม่ว่าสิ่งที่กำลังตามนั้น ถูก หรือ ผิด แต่เพียงขอแค่ได้ไปตามกระแสนิยม

ในโลกของวงการเทรดเดอร์ก็เช่นกันครับ มีเหล่ากูรู กลุ่มต่างๆ หลายคนตั้งตัวเองเป็นอาจารย์ เป็น Freedom trader มีชื่อเสียงมากมายในวงการ บ้างก็มาเปิดคอร์สสอน จนมีหลายคนตามไปเรียน

ในทุกวงการมีทั้ง ขาว และดำ ... บางคนยอมรับว่าดีจริง แต่บางคนก็เกินไปครับ ... ผมไม่ได้อคติในการเปิดคอร์สนะครับ แต่การถ่ายถอดความรู้ให้กับคนอื่น ควรจะเป็นความรู้ที่ถูกต้อง สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ไม่ใช่ขนาดตัวเองยังเจ๊งอยู่เลย แต่เอาความรู้ที่เจ๊งๆ ไปสอนคนอื่น ... มันทำให้ความรู้ในวงการเน่าไปกันใหญ่ ... เคยอ่านเนื้อหาหลายๆ คอร์ส พูดเลยว่า .. แม่ง !! .. อย่างงี้ในเนื้อสือทั่วไปก็มี หรือหาเรียนฟรีๆ ใน Internet ตาม Website ต่างๆ หรือตามพวก Youtube ที่มีการสอนการเทรดดีๆเป็นจำนวนมาก

ก็แค่อยากออกมาเตือน ก่อนจะเสียเงินลงเรียนคอร์สต่างๆ ควรจะศึกษาข้อมูลให้ดี ว่าผู้สอนเป็นใครมาจากไหน มีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน (อย่าไปตัดสินเพียงเพราะแค่"ความดัง") และควรระมัดระวังการโชว์ การโอ้อวดเกินจริง

เห็นบางคน ลงคอร์สแย่ๆ ต้องเสียทั้งเงิน ทั้งเวลาที่ลงเรียน และทั้งเงิน ทั้งเวลาที่นำไปเทรดจริง

ทีมงาน : forexinvestingthai.com

6 ทริคจากเทรดเดอร์ระดับโลก

6 ทริคจากเทรดเดอร์ระดับโลก

- วิธีการที่จะสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้ คือ ปกป้องเงินทุน และ หาจังหวะเจ๋งๆเข้าเทรด , Stanley Druckenmiller
ปกป้องเงินทุนเป็นสิ่งสำคัญอย่างแรกที่เทรดเดอร์ต้องคำนึง ไม่ใช่ผลตอบแทน

- ฉันจะลด Size การเทรดให้เหลือน้อยที่สุดเมื่อการเทรดของฉันนั้นแย่ , Paul Tudor Jones
Position size ไม่จำเป็นต้องตายตัว ไม่จำเป็นต้องตามหลัก มันยังมีเงื่อนไขของทางอารมณ์อยู่ด้วย ถ้าช่วงไหนเราเทรดแย่ หรือเทรดไม่ดี ความมั่นใจเราจะลดลง ในช่วงนี้เราก็ควรจะลดขนาดการเทรดลง เพื่อรอเรียกคืนความมั่นใจกลับมาให้ได้ก่อน ถึงจะค่อยกลับไปเทรด Size เดิม เพราะอารมณ์นั้นมีผลต่อการเทรดอย่างยิ่ง

- ระบบยิ่งซับซ้อน ยิ่งเกิดขึ้นผิดพลาดได้ง่าย , George Soros
เช่นเดียวกับเครื่องมือทาง Technical ไม่จำเป็นต้องเยอะ ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน ใช้ในสิ่งที่เรียบง่าย และมีประสิทธิภาพ ก็เพียงพอต่อการทำกำไรในระยะยาว

- ไม่มีระบบการเทรดไหนที่สามารถทำกำไรได้ 100% ทุกครั้ง , Jesse Livermore
การแพ้เป็นธรรมชาติของการเทรด เป็นสิ่งที่เทรดเดอร์ต้องยอมรับและเข้าใจมัน

 - โอกาสมาไม่บ่อยนัก เมื่อไหร่ที่ฝนกลายเป็นทอง ให้นำถังมารับ ไม่ใช่เอามือมารอง , Warren Buffett
ถ้าจังหวะไหนมั่นใจ ให้ใส่น้ำหนักการเทรดเพิ่มขึ้น

วิธีการวัดความสำเร็จในการลงทุนที่ดีที่สุดไม่ใช่มาจากว่าเราชนะการเทรดเท่าไหร่ แต่คือการที่เราสามารถทำตามแผนการเงินที่เราตั้งเป้าหมายไว้ของเราอย่างมีวินัย ในสุดท้ายไม่ว่าจะช้าหรือเร็วกว่าคนอื่น แต่ต้องมั่นใจว่าเราไปถึงแค่นั้นก็พอแล้ว Benjamin Graham
ต่างคนต่างวิธีการเทรด อย่าไปเทียบผลตอบแทนของเรากับเทรดเดอร์คนอื่น ให้โฟกัสที่แผนของตัวเอง ดูแค่ว่าเราเดินตามแผนที่วางไว้ได้หรือเปล่าแค่นั้น


เครดิต :forexinvestingthai.com

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2559

หยุดพฤติกรรมการเปลี่ยนกลยุทธ์การเทรด

หยุดพฤติกรรมการเปลี่ยนกลยุทธ์การเทรด

เทรดเดอร์มือใหม่ส่วนมากมักจะมัวแต่นั่งหาระบบที่เทรดที่ดีที่สุด พอเปลี่ยนระบบเทรดไปเรื่อยๆ เพื่อระบบที่สามารถทำกำไรได้ที่ดีสุด แต่เทรดเดอร์มืออาชีพที่สามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องมักไม่มานั่งเปลี่ยนระบบเทรด แต่จะนั่งพัฒนาระบบที่ใช้อยู่ให้ดีขึ้น ถ้าใครอยู่ในวงการเทรดเดอร์มานานจะรู้ดีว่าสิ่งนี้เหละคือความจริงที่เกิดขึ้น

กลยุทธ์ กับ บันทึกการเทรด
กลยุทธ์การเทรดนั้นเป็นตัวบ่งชี้ว่าเทรดเดอร์ควรทำอะไร เมื่อไร่ และความเสี่ยงเป็นอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามบันทึกการเทรดคล้ายกับการแข่งรถที่เวลาเจอโค้ง แล้วเราชนมันตลอดทุกครั้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า และไม่หาเหตุผลว่าทำไมถึงเกิดขึ้น อาจเป็นเพราะยางรถยนต์ , วิธีการเลี้ยว , หรืออาจเป็นเพราะปัญหาอื่นๆ ถ้าคุณไม่หาเหตุผลว่าทำไมถึงเกิดขึ้น คุณก็จะชนมันตลอดทุกครั้งในการเลี้ยง
เหมือนกับการเทรดแหละ บันทึกการเทรดจะเป็นตัวบอกว่า ปัญหาที่เราเทรดแพ้นั้นมาจากอะไร ทำไมถึงเทรดครั้งนั้นผิดพลาด ซึ่งเราสามารถแก้ไขได้ตรงจุด

เหตุผลที่บันทึกการเทรดช่วยพัฒนากลยุทธ์การเทรด
#1 สามารถระบุความผิดพลาดของคุณได้ และเป็นตัวคอยเตือนให้เราไม่กลับไปทำอีก
#2 วิเคราะห์ความผิดพลาดจากผลที่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้มาจากการคาดเดา
#3 คำนวณความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ป้องกันไม่ให้พอร์ตแตก

พยายามหยุดพฤติกรรมเปลี่ยนระบบหรือกลยุทธ์เทรดที่ใช้อยู่ ควรใช้การพัฒนาแทนที่จะใช้การเปลี่ยน คล้ายกับการเล่นกีฬา สมมติเราเริ่มเล่นว่ายน้ำ แล้วก็เปลี่ยนไปเล่นพายเรือ แล้วก็เปลี่ยนไปตีปิงปอง จนสุดท้ายไม่เก่งอะไรสักอย่างเลย การเทรดก็เช่นกัน การเปลี่ยนกลยุทธ์หรือระบบการเทรดเปรียบเหมือนกับการเริ่มต้นใหม่ ต้องนับ 1 ใหม่ ทำให้เสียทั้งเวลาและเงินทุน ดังนั้นควรค่อยๆพัฒนาระบบที่ใช้อยู่ให้ดีขึ้นดีกว่า

ทีมงาน : forexinvestingthai.com